เช่าห้อง vs ผ่อนบ้านเดี่ยว ชั้นเดียว จ่ายพอๆกันแต่คุ้มต่างกัน
เคยเป็นไหมอยากจะติดสติ๊กเกอร์ตกแต่งห้อง หรือแม้แต่ Built-in เฟอร์นิเจอร์ต่างๆให้ถูกใจตัวเองแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ? แน่นอน ถ้าคุณเป็นแบบนี้เราคือพวกเดียวกัน เพราะผู้เขียนเองก็เช่าห้องอยู่ มีเหมือนกันนะที่ทุกครั้งเวลาอยากจะแต่งห้องก็คิดตลอดเลยว่า "ถึงเราทำไป ... พอย้ายออกห้องที่แต่งไปมันก็ไม่ใช่ของเราอยู่ดี"

แต่พอคิดอีกมุมก็รู้สึกว่า เออ ... เราก็จ่ายค่าเช่าทุกเดือนอยู่แล้วนี่นา แล้วถ้าเปลี่ยนจากเงินที่จ่ายค่าเช่าทุกเดือนให้กับคนอื่น มาเป็นผ่อนบ้านซึ่งอาจจะเป็นของเราเองในสักวันล่ะ มันจะดีกว่าหรือเปล่า ?
สำหรับบทความนี้เราเลยอยากชวนทุกคนมาลองคิดกันเล่นๆว่า ระหว่าง เช่าต่อ กับ เริ่มผ่อนบ้าน แบบไหนมันจะเหมาะกับชีวิตของเรามากกว่ากัน แล้วถ้าวันหนึ่งจะเปลี่ยนจากเช่าเป็นเจ้าของบ้าน ต้องเตรียมตัวเรื่องอะไรบ้าง ถ้าพร้อมแล้วเดี๋ยวเราไปดูเนื้อหากันเลยดีกว่า !?
เช่าห้อง vs ผ่อนบ้าน ต่างกันตรงไหน ?
ถ้าเป็นแค่ที่พักอาศัย หลายๆคนอาจจะมองว่ามันไม่ค่อยต่างกันมาก เพราะยังไงก็ต้องจ่ายเงินสิ้นเดือน-ต้นเดือนอยู่ดี แต่ด้วยปัจจัยอะไรหลายๆอย่าง จะบอกเลยว่าฟีลมันต่างกันมาก เช่น การเช่าห้องก็จะยืดหยุ่นกว่า ย้ายออกเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ต้องรับผิดชอบเหมือนการซื้อบ้าน แต่มันก็มีสิ่งที่เราต้องแลกมาเหมือนกัน นั่นคือ ยอมรับว่าจะทำอะไรได้ตามใจ หรือ ต่อเติมไม่ได้ เพราะสุดท้ายห้องเช่านั้นก็จะกลายเป็นทรัพย์สินเจ้าของอยู่ดี
กลับกันถ้าเราผ่อนบ้าน หรือซื้อ บ้านเดี่ยว 1 ชั้น เอง เราก็จะมีอิสระมากขึ้น อยากทำอะไรก็ได้ อยากทาสี ติดชั้นวาง เจาะผนัง ต่อเติมสวน หรือจัดห้องให้เป็นแบบที่ตัวเองชอบก็สามารถทำได้ เพราะมันเป็นทรัพย์สินของเรา
ดูโครงการบ้านเดี่ยว 1 ชั้น : โครงการบ้านชั้นเดียว Estella
เรื่อง | เช่าห้อง 8,000/เดือน | ผ่อนบ้านเดี่ยว 8,000/เดือน |
การเงิน & ทรัพย์สิน |
|
|
พื้นที่ & การใช้ชีวิต |
|
|
ความอิสระ |
|
|
ความคล่องตัว & ที่ต้องระวัง |
|
|
แต่การมีบ้านเป็นของตัวเองก็ไม่ได้มีแค่ข้อดี เพราะมันมาพร้อมเงินดาวน์ ค่าโอนบ้าน ค่าดูแลรักษาบ้าน รวมถึงภาระผ่อนในระยะยาว

ค่าเช่าที่จ่ายทุกเดือน ถ้าเปลี่ยนเป็นค่างวดบ้านจะเป็นอย่างไร ?
เราลองคิดเล่นๆว่า สมมติตอนนี้เราจ่ายค่าเช่าเดือนละ 8,000 บาท เดือนแรกผ่านไปเราอาจจะยังไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ลองคิดดูนะ ถ้าเราเช่าเป็นปี มันจะเท่ากับ 8,000 x 12 = 96,000 บาท ถ้าอยู่ 5 ปีต่ำๆเลยก็ปาไป 96,000 x 5 = 480,000 บาทแล้ว นี่ยังไม่รวมค่ากิน ค่าใช้ชีวิตอีกนะ เท่ากับเราทิ้งมันไปฟรีๆเลยหรือเปล่า ?
แต่ถ้าเราเลือกผ่อนงวดบ้านตั้งแต่แรกล่ะ ... อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ? ลองคิดจากงบเท่ากัน คือ 8,000 บาท จ่ายไป 5 ปียอดเท่ากันเลย 480,000 บาทแล้วก็ยังไม่รวมค่ากิน ค่านู้นค่านี่เหมือนกันนะ แต่สุดท้ายแล้วมันจะกลายเป็นเงินผ่อนบ้านของเราเอง พอเราผ่อนหมด บ้านก็จะเป็นกรรมสิทธิ์ของเราแต่เพียงผู้เดียว ได้มีบ้านเป็นของตัวเอง แล้วถ้าวันนั้นมาถึง คุณจะภูมิใจในตัวเองมากๆที่ยอมผ่อนมันตั้งแต่แรก
เรื่อง | เช่าห้อง | ผ่อนบ้าน |
ค่าใช้จ่ายรายเดือน | ค่าเช่า | ค่างวดธนาคาร |
เงินก้อนแรก | เงินประกัน/จ่ายล่วงหน้า | ดาวน์บ้านและค่าใช้จ่ายวันโอน |
การตกแต่ง | มีข้อจำกัดตามที่สัญญาระบุ | มีอิสระมากกว่า |
การย้ายที่อยู่ | ยืดหยุ่นกว่า | ต้องวางแผนมากกว่า |
ทรัพย์สิน | ไม่ได้เป็นเจ้าของห้อง | มีกรรมสิทธิ์ตามเงื่อนไขการซื้อ |
ค่าใช้จ่ายดูแลบ้าน | โดยทั่วไปน้อยกว่า | ต้องรับผิดชอบมากกว่า |
เห็นตารางข้างบนแล้วรู้เลยใช่ไหมว่าถ้าเราคิดแค่ เดือนๆนึงจะต้องจ่ายเท่าไหร่ แค่นั้นอาจจะยังไม่พอ ... มันไม่สำคัญเท่ากับว่า เราจ่ายไปแล้ว เราได้อะไรกลับมาบ้างมากกว่า
แล้วแบบไหนเหมาะมากกว่าระหว่าง เช่าต่อ หรือ เริ่มผ่อนบ้าน ?
จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรการันตีว่าสิ่งไหนดีกว่า แต่มันเหมาะกับเราในช่วงนั้นมากกว่าหรือเปล่า เช่น บางคนอาจจะยังไม่ได้จังหวะชีวิต ยังไม่รู้ว่าจะพาตัวเองไปอยู่จุดไหน หรือ ที่ไหนเป็นหลักเป็นแหล่ง การเลือกเช่าต่อไปก็ไม่ได้เป็นเรื่องผิดอะไร ก็ยังทำไปได้จนกว่าจะถึงวันหนึ่งที่เราพร้อมก็ค่อยจัดการ...ดีเสียอีกที่ไม่ต้องแบกรับภาระยะยาวถ้าในเมื่อเรายังไม่รู้ใจตัวเอง
กลับกันสำหรับคนที่งานมั่นคง ตัดสินใจเลือกแล้วว่าจะอยู่เป็นหลักเป็นแหล่งที่นี่ และรายได้ก็เพียงพอในการผ่อนบ้าน ตัวเลือกซื้อบ้านก็เป็นการตัดสินใจที่ดี ถึงแม้จะมีข้อผูกมัดไป 20-30 ปี แต่เราก็มีอิสระในการทำสิ่งต่างๆได้ตามใจตัวเองเยอะกว่า แถมเจ้าของบ้านก็คือชื่อเราตามกรรมสิทธิ์
ถ้ายังไม่มั่นใจลองถามตัวเองง่ายๆก่อนก็ได้ว่า
ภายในช่วง 3-5 ปีนี้ เรายังอยากอยู่ทำเลเดิมไหม ?
ตอนนี้เรามีเงินเก็บมากพอที่จะจ่ายก้อนแรกแล้วหรือยัง ?
เราพร้อมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่ต้องดูแลบ้านด้วยตัวเองหรือยัง ?
ถ้าจะหยุดจ่ายค่าเช่า แล้วเปลี่ยนเป็นผ่อนบ้าน ต้องเตรียมตัวยังไง ?
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่า "เออ...หรือเราจะลองซื้อบ้านดูดีนะ" นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องรีบไปจองบ้านกับโครงการเลย แต่ลองเช็คลิสต์ความพร้อมของตัวเองดูก่อน ทั้งรายรับ-รายจ่าย , หนี้ที่ต้องจ่ายต่อเดือน , ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ว่าเพียงพอหรือเปล่าถ้าเราจะผ่อนบ้านเพิ่ม
อีกเรื่องที่สำคัญคือ ความพร้อมในการกู้ ที่ธนาคารจะเช็คเครดิตทุกอย่างของเรา โดยไม่ได้มองแค่เงินเดือนอย่างเดียว แต่รวมถึงรายได้ ภาระหนี้ ประวัติการชำระหนี้ และความสามารถในการผ่อนของเรา ซึ่งถ้าเราโอเคแล้วทุกอย่าง อย่าลืมว่าการซื้อบ้านไม่ใช่การถามว่า จะผ่อนไหวไหม อย่างเดียวแต่คิดให้ดีดีก่อนว่าถ้าอยู่บ้านหลังนี้ไปอีก 5-10 ปี เราจะยังมีความสุขกับมันหรือเปล่า
สรุป เช่าห้อง vs ผ่อนบ้าน แบบไหนดีกว่ากัน
สุดท้ายแล้วการเช่าห้องหรือผ่อนบ้านไม่ได้มีคำตอบที่ตายตัวสำหรับทุกคน โดยเราต้องมองจากมุมสถานการณ์ของเราว่าพร้อมหรือยัง เงินที่มีเหมาะกับอะไร รายได้เป็นยังไง ในอนาคตมีแผนจะทำยังไงต่อมากกว่า
ถ้ายังต้องการความยืดหยุ่น ไม่รู้ว่าจะอยู่ทำเลนี้นานไหม หรือต้องย้ายงานหรือเปล่า บางทีการเช่าก็อาจจะตอบโจทย์มากกว่าไม่ต้องรับผิดชอบอะไร แต่ถ้าพร้อมอยู่ทำเลนี้ระยะยาว มีเงินเก็บพอ และอยากสร้างทรัพย์สินเป็นชื่อของตัวเอง การเริ่มๆมองการซื้อบ้านก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะบ้านที่ดีที่สุด อาจจะไม่ใช่บ้านที่แพงที่สุด แต่คือ บ้านที่เราอยู่แล้ว ผ่อนไหว อยู่สบาย และมีความสุขกับมันได้ในทุกๆวันต่างหาก



ความคิดเห็น