top of page

Check 4 ข้อ เลือกบ้านในโคราชยังไงให้เหมาะกับครอบครัว อัปเดต 2569

  • 3 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 3 นาที
จะ-เลือกบ้านในโคราชที่เหมาะกับครอบครัว-ยังไง

จริงอยู่ที่เวลาเราเลือกบ้าน เราก็ควรดูเรื่องงบที่เรามี ทำเลที่น่าอยู่ หรือแม้แต่แบบบ้านที่เราชอบ ซึ่งถ้าพูดตามความจริงมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร แต่ถ้าให้อยู่กันทั้งครอบครัว...คิดว่าเราจะยังใช้เกณฑ์การเลือกแบบเดิมได้อยู่ไหม ? เพราะบ้านที่เหมาะกับการอยู่แบบครอบครัว มันไม่ได้วัดแค่เรื่องตัวเลขของเงิน หรือ ความสวยของตัวบ้านเท่านั้นนะ


สำหรับบทความนี้เราจะมา Checklist 4 ข้อ การ เลือกบ้านในโคราชยังไงให้เหมาะกับครอบครัว ของเรา ไม่ว่าจะเป็น พื้นที่ใช้สอย , ทำเล , ค่าใช้จ่ายหลังเข้าอยู่ และ สิ่งที่หลายครอบครัวแอบเสียดายกันอยู่บ่อยๆ เพื่อให้ทุกคนตัดสินใจง่ายขึ้น เราไปดูเนื้อหากันเลยดีกว่า...


เลือกบ้านในโคราชยังไงให้เหมาะกับครอบครัว ครอบครัวไหน ต้องการแบบไหนบ้าง


แทนที่เราจะไปโฟกัสว่า " โครงการไหนดีนะ ... อันนั้นดีไหม อันนี้ดีไหม " หรือ " บ้านหลังไหนสวย " ซึ่งคำถามแรกที่เราควรถามตัวเองเลยคือ บ้านนี้จะเหมาะกับครอบครัวเราหรือเปล่า ? เพราะ บางคนให้ความสำคัญกับการเดินทางมาก บางคนอยากมีพื้นที่เล่นกับลูกที่สนามหญ้าหน้าบ้าน หรือบางคนอาจต้องการบ้านที่รองรับการมีผู้สูงอายุในอนาคต


บ้านนี้จะเหมาะกับครอบครัวเราไหม

ซึ่งถ้ายังไม่รู้ว่าครอบครัวเราต้องการแบบไหน บางทีการเจอบ้านที่ถูกใจ ก็อาจไม่ได้ตอบโจทย์ให้เราในระยะยาวก็ได้ใครจะไปรู้...จริงไหม


ครอบครัวเล็ก 2-3 คน กับ ครอบครัวใหญ่ 4 คนขึ้นไป ต้องการบ้านต่างกันยังไง ?

เราต้องเข้าใจก่อนนะว่า พอคนเริ่มเยอะขึ้น ก็ไม่แปลกที่พื้นที่ที่มีอยู่มันจะไม่พอ สมมติว่าเราอยู่กัน 2-3 คนแล้วพื้นที่ที่ใช้ด้วยกันมันเพียงพอแล้ว แต่ถ้าวันหนึ่ง...มีพ่อกับแม่ย้ายเข้ามาอยู่ด้วย หรือ มีลูกเพิ่มล่ะ บ้านหลังเดิมที่เราซื้อไว้จะยังตอบโจทย์ให้เราได้หรือเปล่า ซึ่งเรื่องพวกนี้จะตามมาจากการเพิ่มขึ้นของสมาชิกในครอบครัวแน่นอน เช่น


  • มีจำนวนห้องเพียงพอกับคนในครอบครัว

  • อยากโฟลวในเวลารีบๆ ไม่ต้องแย่ง หรือ ต่อคิวเพื่อเข้าห้องน้ำ


ครอบครัวเล็ก-vs-ครอบครัวใหญ่-บ้านต่างกันยังไง

  • ที่จอดรถมีสำหรับคนในบ้าน แบบไม่ต้องเอาคันใดคันหนึ่งไปจอดตากแดด

  • ทำกิจกรรมด้วยกันแบบไม่อึดอัดเรื่องพื้นที่


อย่าลืมนะว่าจำนวนห้อง หรือ พื้นที่ที่เราได้ภายในบ้านไม่ได้สำคัญเท่ากับมันใช้งานได้จริงๆหรือเปล่า

อีก 5 ปีข้างหน้า บ้านที่เราเลือกยังจะตอบโจทย์อยู่ไหม

ที่จริงแล้วการซื้อบ้านสักหลังหนึ่ง เราต้องคิดเผื่อไว้ด้วยนะว่ามันจะเป็นยังไง เพราะ บ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัยที่เราจะอยู่ 1-2 ปี แต่มันต้องอยู่กับเราไปครึ่งชีวิตเลย เพราะงั้นก่อนที่จะเลือกซื้อบ้าน เราลองถามตัวเองก่อนว่า ...


  • ถ้ามีลูกเพิ่มอีกคน แล้วเวลาลูกๆโตขึ้น บ้านหลังนี้จะยังมีพื้นที่พอหรือเปล่า

  • ถ้าเราหรือคนในครอบครัวต้องทำงานแบบ WFH จะสามารถใช้พื้นที่ในบ้านเป็นมุมทำงานได้จริงๆไหม

  • มั่นใจหรือเปล่าว่า บ้านหลังนี้ต่อให้ผ่านไปอีก 4-5 ปี เราจะยังชอบมันอยู่


มุมทำงาน-wfh

คือมันเหมือนประโยคที่เขาว่ากันว่า ยอมเลือกสิ่งที่ถูกต้องมากกว่าถูกใจไง ในชีวิตจริง เพราะบางทีสิ่งที่ชอบอยู่ดีๆ วันหนึ่งเราอาจจะไม่ชอบขึ้นมาแล้วก็ได้ แต่ถ้าเลือกตามความเหมาะสมและตอบโจทย์กับคนในครอบครัว นั่นแปลว่าเราได้ผ่านขั้นตอนการพูดคุยกันมาแล้วว่ามันโอเค


1.บ้านแบบไหนที่เรียกว่าเหมาะ ? พื้นที่บ้าน หลังใหญ่ หรือ หลังเล็ก

นี่แหละที่ทำให้คนหลุดโฟกัสกันเยอะมาก หลายคนพอมีงบในมือเยอะ อาจจะด้วยความไม่อยากย้ายบ้านบ่อยๆก็เลยอยากได้หลังใหญ่ในคราวเดียวเลย แต่เราลืมคิดไปหรือเปล่าว่า...บ้านหลังใหญ่ก็มีอะไรที่เราต้องแลกมาเหมือนกันนะ เช่น บ้านใหญ่ = ทำความสะอาดยากกว่า ต้องดูแลเยอะกว่า กลับกันถ้าเป็นบ้านที่พอดีกับการใช้งานของเราจริงๆ ต่อให้มันขนาดกะทัดรัด แต่เราได้ใช้พื้นที่ในบ้านทุกส่วน มันจะคุ้มกว่าหรือเปล่าเราต้องคิดในมุมนี้ด้วย


แนะนำ ครอบครัวกี่คน เหมาะกับบ้านแบบไหนบ้าง


บ้านที่เหมาะกับครอบครัว-4-คน

" ครอบครัว 4 คน ต้องมีบ้านกี่ห้องนอนถึงจะพอ ? " คำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัย ต้องบอกเลยว่าจริงๆแล้วเรื่องห้องนอนนี่มันไม่สามารถกำหนดตัวเลขตายตัวได้ เพราะจำนวนห้องนอนมันก็แค่ส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต แต่สิ่งสำคัญที่เราต้องมองเลยก็คือ พื้นที่ใช้สอยในบ้านเยอะไหม , จำนวนห้องน้ำพอจำนวนคนหรือเปล่า , พื้นที่ที่เอาไว้ใช้เวลาร่วมกันใช้งานได้จริงแค่ไหน



ซึ่งถ้าเรากำลังจะซื้อบ้านสักหลังแต่ยังตัดสินใจเรื่องนี้ไม่ได้เลย ลองดูตารางข้างล่างประกอบการตัดสินใจก่อนก็ได้นะจะได้มองเห็นภาพชัดขึ้น

จำนวนคนในครอบครัว

เหมาะกับบ้านแบบไหน

2 คน

บ้านที่มีอย่างน้อย 2 ห้องนอน คือทำเป็น 1 ห้องนอนหลัก และ อีก 1 ห้องสำหรับรองรับการดัดแปลงทำเป็นห้องอเนกประสงค์ที่เราใช้งานจริงๆ

2-3 คน (พ่อ แม่ ลูก)

บ้านที่มี 2-3 ห้องนอน เพราะจะได้รองรับการใช้ชีวิตของทุกคนในครอบครัวได้ทั้งหมด อาจจะทำเป็นห้องนอนหลักสัก 2 ห้อง แล้วเก็บอีกห้องไว้ทำเป็นห้องทำงานก็ยังได้

4 คน (มีลูก+ไม่มีผู้สูงอายุ)

บ้านที่มี 3 ห้องนอนขึ้นไป เพราะเผื่ออนาคตลูกๆโตขึ้น แต่ละคนก็จะต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น แถมยังรองรับอนาคตในระยะยาวได้อีกต่างหาก

5 คน หรือ มีผู้สูงอายุ

บ้านที่มี 4 ห้องนอน หรือ มีห้องชั้นล่างไว้ให้เพิ่ม เพราะถ้าเป็นครอบครัวใหญ่จะได้ไม่แออัด แถมยังได้พื้นที่ในบ้านที่กว้างขวาง รองรับกับจำนวนคนในครอบครัวของเราได้แบบสบายๆ


ตารางเป็นแค่การแนะนำเบื้องต้นเท่านั้น ไม่มีอะไรตอบได้ตายตัวว่าเราต้องมีเป๊ะๆกี่ห้อง เพราะสุดท้ายแล้วก็ต้องมาวัดกันว่า แต่ละห้องที่มีอยู่มันตอบโจทย์คนในครอบครัวเราได้มากน้อยขนาดไหนมากกว่า


ถ้ากำลังมองหาบ้านที่รองรับคนในครอบครัว 3-4 คน เราขอแนะนำเป็นบ้านจัดสรรโคราช เครืออยู่สบาย แบบ 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ในบ้านกว้างขวาง โปร่ง อยู่แล้วไม่อึดอัด และ สามารถปรับห้องไว้สำหรับทำงาน หรือ ทำเป็นห้องสำหรับผู้สูงอายุในอนาคตได้เลย



พื้นที่รอบๆบ้าน สำคัญแค่ไหนถ้าครอบครัวมีเด็ก ?

เวลาที่คนเราจะซื้อบ้าน หลายครอบครัวจะเลือกโฟกัสเฉพาะจำนวนห้องที่มีอย่างเดียว แต่ถ้าบ้านไหนมีเด็กเล็ก เราลองคิดดูสิว่าเขาจะใช้เวลาอยู่ส่วนไหนของบ้านมากที่สุด ... แน่นอนก็คงไม่พ้นพื้นที่กว้างสำหรับเล่นของเขา เช่น


บ้านที่มีพื้นที่เยอะๆ-ให้เด็กวิ่งเล่น

มุมวิ่งหน้าบ้าน , มุมนั่งเล่นของเล่นที่ห้องโถง , มุมปั่นจักรยานเล่นกับพ่อหรือแม่ ดังนั้นถ้าสมมติเป็นลูกเราล่ะ เราคงจะมีความสุขมากเลยใช่ไหม...ถ้าเห็นลูกมีพื้นที่ที่สามารถทำให้ยิ้มได้ หัวเราะได้ ซึ่งการที่เป็นแบบนี้ บางทีมันอาจจะทำให้บรรยากาศในครอบครัวได้มีช่วง Happy Time มากกว่าการที่ได้ห้องเพิ่มมาอีกห้องก็ได้นะ


2.ทำเลในโคราชที่เหมาะกับครอบครัว ต้องดูอะไรบ้างนอกจากระยะทาง

คำว่าทำเลดีก็ไม่ได้แปลว่าจะเหมาะกับทุกครอบครัวนะ บางคนคือถ้าอยู่ใกล้ที่ทำงานนั่นคือ อ่ะ...โอเคแล้วแหละ ขอแค่ไปทำงานง่ายๆก็พอ กับ บางคนคือเลือกอยู่ใกล้โรงเรียนลูกดีกว่า หรือ อยู่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกในเมืองดีกว่า ซึ่งมันก็ไม่ได้ผิดนะ ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตมากกว่าว่าครอบครัวของเราต้องการอะไร


โซนไหนในโคราชที่ครอบครัวส่วนใหญ่เลือก แล้วเลือกเพราะอะไร ?

ถ้าเราให้ความสำคัญกับเรื่อง

ทำเลควรเป็นแบบไหน

โซนไหนที่น่าสนใจ

เดินทางง่ายๆ ลดเวลาตอนไปทำงาน

ควรอยู่ใกล้ถนนเส้นหลัก ทางเชื่อมเข้าเมืองได้ง่าย

จอหอ-บายพาส , ในเมือง

ลูกกำลังอยู่ในวัยเรียน

อยู่ระหว่างทางไปทำงานกับโรงเรียน หรือ ที่ที่รับ-ส่ง สะดวก ไม่เดินทางแบบย้อนไปย้อนมามาก

จอหอ , ในเมือง , หัวทะเล (ขึ้นอยู่กับรร.ด้วย)

มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ด้วย

เดินทางไปโรงพยาบาล ร้านขายยา หรือ สถานที่อำนวยความสะดวกได้ไว

ในเมือง , จอหอ , หัวทะเล

พื้นที่บริเวณรอบบ้านเยอะ บรรยากาศเงียบสงบ

เส้นรอบเมืองที่มีพื้นที่กว้าง คนยังไม่พลุกพล่านเกินไป

จอหอ , สุรนารี

รีแลกซ์ในวันหยุด ด้วยการออกไปข้างนอก

ใกล้ห้าง ใกล้ร้านอาหาร คาเฟ่ และ แหล่ง Community mall

ในเมือง , หัวทะเล , จอหอ


ระหว่างใกล้โรงเรียน หรือ ใกล้ที่ทำงาน ควรเลือกอะไรมากกว่ากัน ?

เหมือนอย่างที่เราบอกไปก่อนหน้านี้ว่า จริงๆมันไม่ได้มีคำตอบที่ถูกหรือผิดว่าจะต้องเลือกอะไร เพราะแต่ละครอบครัวก็มีความจำเป็น หรือ มุมมองเรื่องนี้ต่างกันอยู่แล้ว ซึ่งถ้าจะกำลังจะเลือกทำเลบ้านด้วยการชั่งน้ำหนัก 2 เรื่องนี้ ลองถามตัวเองดูก่อนว่า ...


  • ถ้าต้องไปส่งลูกที่โรงเรียนก่อนไปทำงาน เส้นทางที่วิ่งเป็นเส้นเดียวกัน หรือ ต้องขับอ้อมไกลไหม ?

  • ถ้าต้องไปรับลูก ต้องขับย้อนไปย้อนมาก่อนจะกลับบ้านกันหรือเปล่า ?

  • ถ้าวันไหนต้องแวะไปซื้อของเข้าบ้าน หรือ พาผู้สูงอายุไปตรวจที่โรงพยาบาล เราจะยังเดินทางสะดวกอยู่ไหม ?

  • เส้นทางที่ต้องวิ่งไปทุกวัน มีรถติดหนักๆจนกระทบกับการไปรับ-ส่งลูก หรือ เข้างาน-เลิกงานของเราบ้างหรือเปล่า ?


ทำเลที่ดี-ช่วยประหยัดเวลาในการเดินทาง


ที่ต้องลองชั่งน้ำหนักเพราะว่าอะไรรู้ไหม...ก็เพราะว่า เส้นทางที่ใช้ในชีวิตประจำวันมันเป็นเรื่องใหญ่มากน่ะสิ ในตอนที่ยังเป็นช่วง 1-2 เดือนแรก เราก็ยังไหวอยู่แหละ แต่กลับกันถ้ามันผ่านไป 2-3 ปีล่ะ เราตอบตัวเองได้หรือเปล่าว่าเราจะยังโอเคอยู่ ?


เพราะบางทีถ้าบ้านของเราไม่ได้อยู่ใกล้โรงเรียนหรือที่ทำงานแบบโซนใดโซนหนึ่ง แต่อยู่กึ่งกลางทั้งสองที่มันน่าจะเดินทางโอเค และใช้ชีวิตง่ายมากขึ้นก็ได้นะ



3.ค่าใช้จ่ายจริง หลังย้ายเข้าอยู่อาจจะไม่เหมือนที่คิดไว้

หลายบ้านคำนวณเรื่องค่าผ่อนบ้าน หรือ จดสิ่งต้องจ่ายไว้อย่างดี แต่พอย้ายเข้าไปอยู่ปุ๊บ อ้าว...ทำไมค่าใช้จ่ายมันไม่พอดีกับที่วางแผนไว้ล่ะทีนี้ ซึ่งบอกเลยมันคือเรื่องปกติมาก เพราะว่าตอนที่เราคำนวณ มันอาจจะยังไม่ได้เกิดเรื่องอะไรที่ทำให้ต้องใช้เงินนอกเหนือจากที่เราเตรียมไว้ บอกเลยว่ายิ่งถ้าบ้านไหนมีลูกด้วยแล้ว ทั้งค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน หรือค่าใช้จ่ายในชีวิตก็อาจจะเพิ่มขึ้นแบบแตะหลักพัน หรือ หมื่นบาทต่อเดือนเลยก็ได้นะ ถ้าเราเลือกทำเลไม่ตรงโจทย์กับชีวิตประจำวันของเรา

หรือ อ่านบทความเกี่ยวกับ เงินก้อนที่ต้องเตรียมตอนซื้อบ้าน คลิกเลย


บ้านไกลโรงเรียน เสียค่าเดินทางมากกว่าที่คิด


บ้านไกลโรงเรียน-เสียเงินเติมน้ำมันเยอะ

อันนี้จะเป็นกรณีที่เรามีลูก แล้วบ้านเราดันอยู่ไกลจากโรงเรียนที่ลูกเข้าเรียน ลองคิดดูนะ สมมติว่าเราต้องไปส่ง-รับลูก วันละ 2 รอบ แล้วทำอยู่แบบนั้นเกือบทุกวัน...เดือนๆนึงเราต้องวิ่งกี่กิโล ? แล้วค่าน้ำมันเราต้องจ่ายประมาณเท่าไหร่ต่อเดือน ? ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้นี่แหละที่มันจะอยู่นอกเหนือจากที่เราวางแผนไว้


ค่าเดินทางของพ่อแม่ อาจจะแพงกว่าที่คิด


ค่าเดินทางเพิ่มขึ้น-ถ้าอยู่บ้านไกล

มันเป็นเรื่องดีนะ ที่เรานึกถึงและวางแผนการเดินทางให้ลูกไว้แล้ว แต่สำหรับค่าเดินทางของเราที่เป็นพ่อเป็นแม่ล่ะ ได้รวมมันไว้ด้วยหรือเปล่า ? ถ้าให้เห็นภาพชัดๆเลย สมมตินะว่า เรากับแฟนทำงานคนละที่ แยกรถกันใช้ เท่ากับว่าเราต้องจ่ายค่าน้ำมันกันทั้ง 2 คันใช่ไหม ...


แล้วถ้าเราไปรับ-ส่งลูกกันเองด้วยล่ะ แค่นี้เราก็อาจจะวิ่งวันละ 30-40 กม.เแล้วก็ได้นะ ซึ่งไอ้ตรงนี้แหละตัวดีเลย เพราะ มันคือเงินจริงที่เราต้องจ่ายเพิ่มจากค่างวดบ้าน


ค่าใช้จ่ายยิบย่อย ที่หลายครอบครัวลืมคิด

นี่เรื่องจริงเลย เพราะบางครอบครัวคิดไว้แค่ว่ารายจ่ายในเดือนก็จะมีแค่ ค่าผ่อนบ้าน , ค่าผ่อนรถ (ถ้ามี) , ค่าน้ำ , ค่าไฟ ค่ากับข้าว ที่ต้องเตรียมไว้ แต่พอเอาเข้าจริงมันยังมีค่าใช้จ่ายเล็กๆน้อยๆอีกหลายอย่างที่พอรวมกันแล้วมันเกินงบที่เราตั้งไว้ตั้งแต่แรก เช่น


ซื้อบ้าน-ค่าใช้จ่ายยิบย่อย

  1. ค่าอินเทอร์เน็ตบ้านรายเดือน

  2. ค่าอินเทอร์เน็ตมือถือของแต่ละคนในบ้าน

  3. ค่ารถรับส่งลูก (กรณีที่จ้างรถรับส่ง)

  4. ค่าซ่อมแซมจิปาถะที่อาจจะไม่ได้มาทุกเดือน เช่น หลอดไฟเสีย ต้องเปลี่ยน , ก๊อกน้ำหัก ต้องเปลี่ยน , อุปกรณ์ของใช้ในบ้านพัง ต้องซื้อ

  5. ค่ากับข้าวมื้อดึกที่อาจต้องซื้อกินบางวัน เพราะกว่าจะกลับถึงบ้านก็ดึกแล้ว


4.เรื่องที่หลายครอบครัวรู้สึกเสียดาย หลังซื้อบ้านไปแล้ว


คือถ้าเอาตามความจริง ไม่มีใครที่อยากจะเลือกบ้านผิดหรอก แต่ประเด็นหลายๆครั้ง คนซื้อบ้านครั้งแรก ไม่มีใครรู้...ไม่มีใครรู้ว่าหลังย้ายเข้าอยู่แล้วมันจะเป็นอีกแบบหนึ่ง ไม่ใช่ว่าเสียดายที่บ้านไม่สวย หรือ ตัวบ้านมีปัญหา แต่เพราะว่าหลังเข้าไปอยู่จริงๆมันยังไม่ได้เข้ากับเรา หรือ ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของครอบครัวเราต่างหาก


เพราะแบบนี้เราเลยต้องมองก่อนว่าบางที...บ้านที่เหมาะกับการอยู่แบบครอบครัว อาจจะไม่ใช่บ้านที่แพงที่สุด หรือ ทำเลดีที่สุด แต่อย่างน้อยๆมันก็ต้องเป็นบ้านที่ทำให้คนในครอบครัวใช้ชีวิตง่ายขึ้นนะ


เรื่องที่หลายคนเสียดายหลังซื้อบ้าน


✅ 6 Checklist : สรุปแล้ว บ้านหลังนี้เหมาะกับครอบครัวเราจริงไหม

ถึงการเลือกบ้านมันจะไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดก็จริง แต่ถ้าเราตอบว่า ใช่ ได้เกือบทุกข้อใน Checklist นี้ แปลว่ามีโอกาสสูงมากนะที่บ้านหลังนี้ จะเป็นบ้านที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของเราในระยะยาว ลองเช็คดูก่อน !


  • ถ้าต้องขับรถเส้นทางนี้ทุกวัน อีก 5 ปีข้างหน้า เราจะยังโอเคอยู่ไหม ?

  • ถ้าลูกต้องไปโรงเรียนทุกวัน แล้วเราไปรับ-ส่งเอง เราจะโอเคกับเวลาเดินทางใช่ไหม ?

  • ถ้ามีสมาชิกในครอบครัวเพิ่มอีก 1 คน บ้านหลังนี้จะยังพออยู่ไหม ?

  • ถ้าวันนี้ฝนตกหนัก หรือ รถติด เราจะยังรู้สึกว่าทำเลที่บ้านตอบโจทย์อยู่หรือเปล่า ?

  • ถ้าย้ายเข้าไปแล้วไม่นับรวมค่าผ่อนบ้าน เรายังเหลือเงินให้คนในครอบครัวใช้ได้ปกติไหม ?

  • ถ้าต้องอยู่บ้านหลังนี้ไปอีก 10 ปี เราจะยังมั่นใจในคำตอบเดิมอยู่ใช่ไหม ?


บ้านที่ตอบโจทย์-คือ-บ้านที่ทุกคนอยู่แล้วมีความสุข

สุดท้ายแล้ว บ้านที่เหมาะกับครอบครัวอื่น จะเหมาะกับครอบครัวเรา เพราะแต่ละครอบครัวก็มีรูปแบบการใช้ชีวิต งบประมาณ และการวางแผนที่เตรียมไว้แตกต่างกัน สำคัญคือบ้านหลังนี้มันตอบโจทย์เราได้จริงๆไหม ไม่ว่าจะเรื่องการเดินทาง งบ หรือการใช้ชีวิตของคนในครอบครัว เพราะสุดท้ายเรื่องที่คนซื้อบ้านไม่มีใครอยากเจอมากที่สุด คือ การที่ต้องกลับมานึกเสียดายจนพูดกับตัวเองว่า รู้อย่างนี้...หลังจากย้ายเข้าอยู่ จริงไหม ?


ถ้าเช็คลิสต์ดูแล้วเริ่มมองเห็นภาพว่าครอบครัวคุณต้องการแบบไหน ลองดูโครงการ บ้านเดี่ยว จอหอ - บายพาส โคราช ของเราเพื่อเปรียบเทียบบ้าน พื้นที่ และ ทำเลต่างๆ ว่ามันตอบโจทย์คุณหรือเปล่า


🟢 คลิกเพื่อดู: โครงการบ้านจัดสรรโคราช ทั้งหมด

📅 หรือ คลิกเพื่อ : นัดหมายเข้าชมโครงการ



 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page